อยากจะฝากเตือนน้องๆ ที่กำลังจะเข้าเรียนในคณะเภสัช ที่ยังไม่ผ่านการรับรอง

ตอนแรก พี่ว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ว่ามีน้องๆถามกันเข้ามามาก ส่วนตัวพี่ ไม่ห้าม หากน้องประสงค์จะเข้าเรียนในสถาบันที่ยังไม่ผ่านการรับรอง เพราะทุกคนก็มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่แตกต่างกัน แต่พี่ขอชี้ให้เห็นถึงโอกาสและความเสี่ยงในการเข้าเรียนในสถาบันเหล่านี้ เพื่อให้น้องๆ ได้ใช้ประกอบการตัดสินใจ

ปริญญาเภสัชศาสตรบัณฑิตของคณะเภสัชศาสตร์ต่างๆ ที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรองในปีการศึกษา 2561 จำนวน 19 สถาบัน สำหรับใครที่สงสัยว่ารับรองแบบมีเงื่อนไขคืออะไรไปอ่านได้ที่ >>>>>การรับรองแบบมีเงื่อนไขคืออะไร (เภสัช)

ในปีการศึกษา 2561 นี้ มีอยู่ 2 มหาลัย ที่เปิดคณะเภสัชศาสตร์ คือ

  1. มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
  2. มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

ซึ่งทั้ง 2 มหาวิทยาลัย ยังไม่ผ่านการรับรองจากสภาเภสัชกรรม น้องอาจแย้งว่าในปีนี้อาจจะรับรองผ่านก็ได้ เพราะประกาศของสภาปีนี้ยังไม่ออกมา แต่พี่จะบอกว่า สภาเภสัชจะออกประกาศการรับรองล่วงหน้าไว้ 1 ปี ก็คือ มหาวิทยาลัยที่รับรองในปี 2561 จะประกาศออกมาในปี 2560 นั่นหมายความว่า ประกาศในปี 2561 ได้ออกไปแล้ว (หรือหากมีการรับรองใหม่เกิดขึ้นในช่วงปี 2560 – 2561 สภาเภสัชกรรมจะประกาศแยกไว้เป็นกรณีๆไป ซึ่งแน่นอนว่าในปีนี้ไม่มี) และหากน้องเข้าศึกษาในสถาบันที่ยังไม่ผ่านการรับรองในปีการศึกษา 2561 นี้ น้องจะไม่มีสิทธิในการสอบใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม แม้ว่ามหาลัยดังกล่าวจะผ่านการรับรองในปีถัดๆมาแล้วก็ตาม ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ เช่น

  • ปีการศึกษา 2561 มหาลัย ก ไม่ผ่านการรับรอง
  • ปีการศึกษา 2562 มหาลัย ก ผ่านการรับรองแบบมีเงื่อนไข
  • ปีการศึกษา 2563 มหาลัย ก ผ่านการรับรองแบบมีเงื่อนไข
  • ปีการศึกษา 2564 มหาลัย ก ไม่ผ่านการรับรอง

กรณีแบบนี้ นักศึกษาที่มีสิทธิสอบใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของมหาลัย ก คือ นักศึกษาที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2562 และ 2563 เท่านั้น ปี 2561 กับ 2564 ไม่มีสิทธิ

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีแก้ปัญหาเลย เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เป็นกรณีศึกษามาแล้ว นั่นคือในปี 2554 ม.บูรพา ไม่ผ่านการรับรอง แต่ในปี 2555 ม.บูรพา ผ่านการรับรอง ซึ่งในปีนั้น ม.บูรพา ได้แก้ปัญหาโดย รีรหัสนักศึกษาปี 54 มาเป็นนักศึกษาปี 55 แล้วเทียบโอนหน่วยกิตของเดิมที่เรียนมาแล้ว ทำให้ไม่ต้องเรียนปี 1 ใหม่ ดังนั้น หากน้องคิดว่าในปีถัดๆมามหาลัยจะผ่านการรับรองและใช้วิธีแก้ปัญหาแบบ ม.บูรพา ได้ ก็ไม่ว่ากัน

อีกหนึ่งทางออก คือ พ.ร.บ.อุดมศึกษา ตัวใหม่

เป็นที่น่าสังเกตุว่า เราไม่มีการเปิดคณะเภสัชศาสตร์เพิ่มมานาน แต่มาเปิดติดๆกันในปีนี้ 2 มหาวิทยาลัย ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงนี้ มีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่กำลังเกิดขึ้นคือ

  1. เป็นช่วงที่กำลังมีการเลือกตั้งนายกสภาเภสัชกรรมคนใหม่ ทำให้ช่วงนี้เกิดสุญญากาศ ไม่มีคนดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง (แต่ถ้ามองในแง่ดี ก็อาจมองได้ว่า ยื่นขอรับรองไปแล้ว แต่อยู่ในช่วงการเลือกตั้ง จึงไม่มีคนมาดูแลคำขอนี้ให้)
  2. เภสัชกรส่วนใหญ่ ยังโฟกัสกับ พ.ร.บ.ยาตัวใหม่ ทำให้ความสนใจเรื่องการเปิดคณะเภสัชใหม่ลดน้อยลงไป
  3. และสุดท้าย ที่น่าจะเป็นประเด็นที่มี impact มากที่สุด คือ พ.ร.บ.อุดมศึกษา ตัวใหม่

พ.ร.บ.อุดมศึกษา ตัวใหม่ มีใจความส่วนนึง สรุปได้ว่า “ห้ามมิให้มีอำนาจในการรับรอง หรือ กำหนดการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพนั้นๆของสถาบันอุดมศึกษา” ดังนั้นหาก พ.ร.บ. ตัวนี้คลอดเมื่อไร ก็จะหมดปัญหาเรื่องการรับรองคณะของสภาวิชาชีพต่างๆ ไปวัดกันตอนสอบใบประกอบทีเดียวเลย อย่างไรก็ดี พ.ร.บ.ตัวนี้ มีการคัดค้านอย่างหนักจากสภาวิชาชีพต่างๆ จึงไม่แน่ว่า จะได้คลอดจริงหรือไม่ หรือมีการแก้ไขเนื้อหาในประเด็นนี้ก่อนหรือไม่ เพราะฉะนั้น ถ้าน้องคิดว่า พ.ร.บ.นี้มันมาแน่ๆ จะลองเสี่ยงดูก็ได้ แต่ถ้ามันไม่มาสิ่งที่น้องเสียคือเงินและเวลา ที่น้องเอากลับคืนมาไม่ได้นะ

เป็นที่น่าสังเกตุอีกว่า มีความพยายามอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 40 คือ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบ การประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็น หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น” ดังนั้นสภาวิชาชีพจึงไม่ควรมาจำกัดสิทธิผู้อื่น ให้ประกอบหรือไม่ประกอบอาชีพใด แต่ก็น่าสงสัยว่า ตอนที่อุดมศึกษากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้น พวกท่านก็คัดกรองแต่เด็กเก่งๆ มีความสามารถไว้กับตัว แล้วทิ้งเด็กรองๆลงมาไว้ข้างหลัง ไม่เห็นพูดถึงเสรีภาพในการประกอบอาชีพเลย

ในเมื่อสภาวิชาชีพไม่รับรอง ทำไมจึงยังเปิดคณะได้

น้องอาจสงสัยว่า ในเมื่อสภาวิชาชีพไม่รับรอง แล้วเปิดคณะมาได้อย่างไร ตรงนี้พี่ขอชี้แจงว่า เรื่องการเปิดคณะกับการรับรองโดยสภาวิชาชีพนั้น เป็นคนละเรื่องกัน การเปิดคณะเป็นอำนาจหน้าที่ของ สกอ. และสภามหาวิทยาลัยนั้น ไม่เกี่ยวกับสภาวิชาชีพแต่อย่างใด ดังนั้นจึงสามารถเปิดคณะได้ แม้ว่าสภาวิชาชีพจะยังไม่รับรอง อย่างไรก็ดี หากนึกถึงหลักมนุษยธรรมแล้ว ก็ไม่ควรรับเด็กไปก่อนหากยังไม่สามารถให้คำมั่นสัญญากับเด็กได้ว่า สามารถให้เค้าเหล่านั้น ได้ประกอบวิชาชีพได้อย่างสมบูรณ์อย่างที่เค้าฝัน

จริงอยู่ ที่ผ่านมาในช่วงปี 49 – 53 มีเหตุการณ์รับเด็กไปก่อน ขอรับรองทีหลัง หรือที่เรียกกันติดปากว่า เอาเด็กไปเป็นตัวประกัน แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงรอยต่อที่ข้อบังคับของสภาเภสัชว่าด้วยการรับรองปริญญายังไม่ชัดเจน อีกทั้งยังเป็นช่วงรัฐประหาร ทำให้กฏหมายที่ไม่สำคัญจะถูกนำมาพิจารณาเป็นลำดับท้ายๆ จึงเกิดช่องว่างสุญญากาศในช่วงเวลาดังกล่าวให้สามารถรับเด็กไปก่อนได้ แต่ตอนนี้ข้อบังคับและกฏระเบียบต่างๆชัดเจนหมดแล้ว การรับเด็กไปก่อนจึงไม่ make sense เท่าไรนัก ก่อนหน้าที่ ม.ธรรมศาสตร์ ก็ทำให้เป็นบรรทัดฐานให้ดูไปก่อนหน้าตั้งแต่ปี 2556 แล้ว ไม่ใช่ว่ามอเปิดใหม่จะรับเด็กไปก่อนซะทุกมอ

สรุป

การศึกษาในมหาลัยที่ยังไม่ผ่านการรับรอง มองในแง่ของโอกาส มันคือการได้เข้าศึกษาในคณะเภสัชศาสตร์โดยไม่ต้องใช้คะแนนสอบสูงมากนัก แต่ความเสี่ยงของมันก็คือ อาจไม่สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม เพื่อเป็นเภสัชกรอย่างเต็มตัวได้ (แต่ก็มีโอกาสสอบได้ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น) ถ้าให้เปรียบเทียบกับการซื้อหุ้น ก็เหมือนเราซื้อหุ้นในกิจการที่มีปัญหาในราคาถูก ถ้ากิจการนั้นสามารถแก้ปัญหา หรือมีนโยบาย/อำนาจรัฐมาช่วย กิจการนั้นก็จะฟื้น ทำให้น้องได้หุ้นมาในราคาถูกมาก แต่ถ้ามันไม่ฟื้น หุ้นตัวนั้นและเงินของน้องก็จะหายไปตลอดกาล อย่างไรก็ดี หากน้องเรียนจนจบจริงๆก็ไม่สูญเปล่าหรอกครับ เพราะน้องได้จะได้ปริญญาเภสัชศาสตรบัณฑิตมา เพียงแต่จะไม่สามารถสอบเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ซึ่งเอาจริงๆก็สามารถใช้ทำงานในสายงานที่ไม่ต้องใช้ใบประกอบได้ หรืออาจมองไปถึงการทำงานในต่างประเทศที่มีข้อกำหนดไม่เหมือนกับของไทยก็ได้

เคยมีอาจารย์ท่านนึงกล่าวไว้ว่า “ตลอดชีวิตที่ผ่านมา หากอยากรู้ว่า คนในวงการใด มีคุณธรรมมากน้อยเพียงใด ให้รอดูตอนวงการนั้นเข้าสู่ช่วงตะวันตกดิน หากคนในวงการนั้นมีคนที่ไร้คุณธรรมจำนวนมาก เราจะเห็นคนในวงการนั้น ทำตัวเสื่อมทราม เอาตัวรอด สนใจแต่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง และจะปรากฏเป็นข่าวให้เห็นถึงความเสื่อมทรามนั้นไม่เว้นแต่ละวัน” สำหรับในประเทศไทย มหาวิทยาลัยและธุรกิจการศึกษาทั้งหมด กำลังเข้าสู่ช่วงตะวันตกดิน อันเนื่องมากจากเด็กที่ลดน้อยต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ช่วงเวลานี้ จึงเป็นช่วงวัดว่า คนในวงการนี้ มีคุณธรรมกันมากน้อยเพียงใด


Share this:

Comments

comments

Posted in บทความ.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

× 8 = 16