อยากเข้าเภสัช มข. ในระบบ TCAS ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

พี่เขียนบทความนี้ เนื่องจากมีน้องถามมา แล้วพี่เห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อน้องคนอื่นๆด้วย พี่จึงคำตอบที่พี่ตอบน้องคนนั้น มาเผยแพร่ในนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่คงให้เป็นแนวทางได้ว่า ควรเตรียมอย่างไร ทำเกรดเท่าไร เน้นวิชาไหน แต่พี่คงให้รายละเอียด How to ไม่ได้ว่า ควรเรียนพิเศษที่ไหน อ่านหนังสือเล่มไหนดี เพราะพี่ร้างวงการสนามสอบมานาน ไม่ได้ไปยุ่งกับเรื่องกวดวิชา หนังสือเตรียมสอบพวกนี้มานานแล้ว

ทำความเข้าใจกันก่อน

ก่อนที่จะเข้าเรื่อง พี่อยากให้น้องทำความเข้าใจใน 2 ประเด็นนี้ก่อน

ประเด็น 1 : อย่างแรก ระบบการรับ เปลี่ยนไปทุกปี น้องต้องตามอัพเดทรายละเอียดในปีที่น้องจะทำการสอบเข้า บทความนี้ให้ดูเป็นแนวทางและแนวคิดเฉยๆ อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่ผ่านมา การรับในแต่ละปี จะคล้ายๆเดิม แต่จะเพี้ยนไปเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป กล่าวคือใกล้เคียงในปีที่แล้วมาก แต่ก็ค่อยๆเปลี่ยนไปทีละนิดในแต่ละปี

ประเด็น 2 : อย่างที่สอง น้องต้องเข้าใจก่อนว่า เภสัช มข. แบ่งเป็น 3 ภาค คือ

  1. ภาคปกติ
  2. ภาคพิเศษ
  3. ภาคอินเตอร์

ซึ่งทั้ง 3 ภาค มีรอบในการรับไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ ในแต่ละปี การรับอาจไม่เหมือนกัน แต่มักจะคล้ายๆของปีที่แล้ว ซึ่งพี่ขออ้างอิงของปีนี้ (2561) ดังนี้

TCAS แบ่งเป็น 5 รอบ เภสัช มข. มีรับ 4 รอบ

หมายเหตุ ในวันที่เขียนบทความนี้ ประกาศของ มข. มีการรับในคณะเภสัชถึงแค่รอบ 4 ส่วนรอบ 5 จะมีหรือเปล่า ยังไม่มีประกาศใดๆออกมา

รอบ 1 รอบพอร์ต มีรับภาคพิเศษกับอินเตอร์

รอบนี้ภาคพิเศษรับ 20 คน (ไม่อยากให้สนใจที่จำนวนคนมาก เพราะจากสถิติที่ผ่านมา จำนวนรับเปลี่ยนไปทุกปี แต่ตัวเลขอาจจะใกล้ๆเดิม)
ส่วนภาคอินเตอร์แบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกรับจาก รร.ทั่วไป รับ 10 คน แบบที่สองรับจาก รร.นานาชาติ หรือ นร.จากต่างประเทศ รับ 5 คน

ถ้าน้องอยากเข้ารอบนี้ สิ่งที่น้องต้องเตรียมคือ

  1. เกรด+คะแนนอื่นๆ

    สำหรับภาคพิเศษ : รอบนี้ ใช้เกรดสูง รับเด็กซิ่ว ภาคพิเศษกำหนดเกรด 3.75 และน้องต้องมีผลการเรียนอยู่ใน 20% แรกของโรงเรียน แล้ววิชาในกลุ่มภาษาไทย คณิต วิทย์ และภาษาต่างประเทศต้องไม่น้อยกว่า 3.5 ดังนั้น หากมีเวลาเหลือ และอยากเข้ารอบนี้ ผลการเรียนสำคัญมาก

    สำหรับภาคอินเตอร์ : รับเด็กซิ่ว ใช้เกรดสูงเหมือนกัน คือ 3.70 และน้องต้องมีผลการเรียนอยู่ใน 20% แรกของโรงเรียน นอกจากนี้น้องต้องมีผลสอบวัดความสามารถด้านภาษาอังกฤษดังนี้
    – TOEFL ไม่น้อยกว่า 50 (IBT), 400 (PBT), 150 (CBT) หรือ
    – IELTS ไม่น้อยกว่า 5.0 หรือ
    – TOEIC ไม่น้อยกว่า 500 หรือ
    – KEPT ไม่น้อยกว่า 62

    ดังนั้น หากน้องอยากเข้าภาคอินเตอร์ น้องก็ควรเตรียมตัวสอบวัดความสามารถด้านภาษาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆนะครับ

    สำหรับภาคอินเตอร์จากโรงเรียนนานาชาติ : รับเด็กซิ่ว เกรดเฉลี่ยตั้งแต่ grade 10 ถึง 12 ของรายวิชาคณิต ฟิสิกส์ เคมี และชีวะ ต้องไม่น้อยกว่า 3.00 หรือเทียบเท่า ดังนั้นก็ต้องทำเกรดไว้บ้างเหมือนกัน นอกจากนี้ต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษดังนี้
    – TOEFL ไม่น้อยกว่า 65 (IBT), 500 (PBT), 173 (CBT) หรือ
    – IELTS ไม่น้อยกว่า 5.5 หรือ
    – TOEIC ไม่น้อยกว่า 650
    จะเห็นได้ว่า หากน้องมาจากโรงเรียนนานาชาติหรือต่างประเทศและอยากเข้าภาคอินเตอร์ คณะไม่ได้คาดหวังเรื่องผลการเรียนสูงเท่ากับเด็กที่มาจากโรงเรียนทั่วไป แต่คาดหวังเรื่องความสามารถด้านภาษาสูงกว่ามาก

  2. พอร์ต

    พอร์ต น้องจะต้องมีข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการเรียน ข้อมูลผลงาน และกิจกรรมต่างๆที่เข้าร่วม ซึ่งคณะค่อนข้างเน้นว่า ผลงานหรือรางวัล ควรเป็นผลงานที่แสดงถึงความสามารถด้านวิชาการ สังคม ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถพิเศษ จิตสาธารณะและผู้นำ

    ตรงนี้ พี่ขอเดาใจอาจารย์เลยละกัน เพราะการรับรอบนี้ในสมัยที่ยังไม่เป็น TCAS จะมีรอบที่ไม่มีการสอบรอบเดียวคือรอบโอลิมปิกวิชาการ ดังนั้น หากเป็นรอบแฟ้ม ถ้ามีผลงานโอลิมปิกวิชาการ จะช่วยยืนยันเราเรื่องความสามารถด้านวิชาการเราไปได้เปราะนึง ที่ผ่านมาหากเป็นเด็กโอค่าย 2 บางคนผ่าน บางคนไม่ผ่าน แต่ถ้าเป็นเด็กโอค่าย 3 มักจะผ่านสัมภาษณ์ทุกคน นอกนั้นก็พยายามหาข้อมูลผลงานอื่นๆมาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการตอบปัญหาทางวิชาการ การแก้ไขปัญหา กิจกรรมที่เราเข้าร่วม โดยเฉพาะพวกค่ายอาสาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ สำหรับน้องที่ไม่มีผลงานด้านโอลิมปิก ให้พยายามหาผลงานทางวิชาการด้านอื่นมาชดเชย (จริงๆรอบนี้ กำหนดเกรดไว้ค่อนข้างสูงแล้ว ถ้าทำให้กรรมการเค้ามั่นใจได้ว่าเกรดที่น้องได้ มันคือของจริง ไม่ใช่ปล่อยเกรด ก็น่าจะผ่านประเด็นเรื่องวิชาการไปได้) ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าน้องอยากเข้ารอบนี้ น้องก็ควรเตรียมทำกิจกรรม และสร้างผลงาน สะสมรางวัลต่างๆไว้ให้มากๆ

  3. หนังสือแนะนำตัว

    อันนี้ ให้ครูประจำชั้น ครูแนะแนว หรือผู้อำนวยการโรงเรียน เขียนแนะนำว่า ทำไมน้องถึงเหมาะสมที่จะเป็นเภสัชกร ดังนั้น หากอยากเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เราอาจต้องทำอะไรที่แสดงให้ครูที่จะเขียนแนะนำให้เราเห็นว่า เพราะอะไรเราจึงเหมาะจะเป็นเภสัชกร อันนี้เราสามารถช่วยครูได้ หากเรามีผลงานหรือกิจกรรมด้านนี้เยอะ ครูก็จะเขียนได้ง่ายไปด้วย ทั้งนี้ ครูแต่ละคน เขียนได้ดีไม่เท่ากัน อีกทั้งยังมีเครดิตความน่าเชื่อถือไม่เท่ากันอีกด้วย ตรงเครดิต คงไม่เน้นมาก เพราะอาจารย์ไม่ค่อยรู้จักครูมัธยมหรอก แต่ถ้าได้ครูที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก อาจารย์ที่พิจารณารู้จักและให้การยอมรับ ก็ดี เพราะจะช่วยเพิ่้มความน่าเชื่อถือให้กับเราได้บ้าง (แต่ไม่ต้องสนใจมาก ผลงานในแฟ้มสำคัญกว่า)

เป็นไงบ้าง กับรอบแรก ถือว่าเป็นรอบที่กำหนดคุณสมบัติไว้ค่อนข้างสูง แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องสอบนะครับ

รอบ 2 รอบโควต้า มีรับภาคปกติ

จริงๆ รอบนี้ ของ มข. มันก็อวตารของโควต้าภาคอีสานใน มข. สมัยก่อนนั่นเอง สำหรับรอบนี้

  1. รับเฉพาะนักเรียน ม.6 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  2. ไม่กำหนดเกรด

รอบนี้ วัดกับที่คะแนนสอบล้วนๆ รับ 45 คน คะแนนที่ใช้พิจารณาคือ คะแนนวิชาสามัญ กับ PAT 2

จะเข้ารอบนี้ควรเน้นวิชาไหนดี ?

ก่อนที่เราจะรู้ว่าควรเน้นวิชาไหนดี เรามาดูสัดส่วนคะแนนของรอบนี้กันก่อนดีกว่า

  • วิชาสามัญ ใช้คะแนนดังนี้

– ไทย 11.42%
– สังคม 11.43%
– อังกฤษ 11.43%
– คณิต 11.43%
– ฟิสิกส์ 11.43%
– เคมี 11.43%
– ชีวะ 11.43%

  • PAT 2 ใช้ 20%

หมายเหตุ  คะแนนวิชาสามัญ (ไทย สังคม อังกฤษ คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ) ต้องไม่น้อยกว่า 25%

จะเห็นได้ว่า ใช้มันทุกวิชาเลย ในวิชาสามัญ น้ำหนักคะแนนเท่าๆกันหมดเลย แต่ถ้าพิจารณาว่าใช้ PAT 2 ร่วมด้วยอีก 20% ดังนั้น น้ำหนักจึงค่อนไปทางวิทยาศาสตร์พวกฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เยอะกว่าวิชาอื่นๆหน่อย ถึงอย่างนั้น ถ้าสัดส่วนคะแนนออกมาเป็นแบบนี้และน้องมีเวลาเตรียมตัวมากพอ พี่ไม่อยากให้ทิ้งสักวิชานะครับ เพราะการเอาวิชามาดึงอีกวิชา เป็นเรื่องที่เหนื่อยมาก สมมติน้องอยากได้คะแนนเฉลี่ย 60% หากน้องทิ้ง 1 วิชา แล้ววิชาที่น้องทิ้งได้ 30% หมายความว่าอีกวิชาน้องจะเอามาดึงต้องได้ถึง 90% ถึงจะดึงคะแนนกลับมาได้ 60% เหมือนเดิม (ในกรณีที่วิชาอื่นได้ 60% เท่าๆกันหมด) ทั้งนี้ หากเวลามีจำกัด แล้วต้องวางแผนว่าจะเก็บวิชาไหนเท่าไร วิชาไหนควรเน้น ควรผ่อน มันเป็นเรื่องปัจเจกนะครับ คงต้องแนะนำเป็นรายบุคคลไป เพราะน้องแต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน มีวิชาถนัด และวิชาที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน มีพื้นฐาน+ประสบการณ์ไม่เท่ากัน ดังนั้นการวางแผนอะไรทำนองนี้ จึงต้องเป็น case by case ไป

ต้องทำคะแนนเท่าไรถึงติดรอบนี้ ?

เนื่องจากวันที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มีสถิติคะแนนในระบบใหม่ของรอบนี้ออกมา อย่างไรก็ดี อย่างที่บอกไปว่ารอบนี้มันคือร่างอวตาลของโควต้าภาคอีสานในระบบเดิม จึงพอเอาคะแนนในรอบโควต้าภาคอีสานมาอ้างอิงได้บ้าง น้องลองเข้าไปดูสถิติคะแนนเก่าๆได้ที่ลิ้งนี้ครับ >>>>> https://www.tobepharmacist.com/คะแนนสอบเภสัช/สถิติคะแนน-โควต้าภาคอีส/

สำหรับสถิติอื่นๆ รวมทั้งสถิติคะแนนล่าสุดจากทาง มข. ติดตามได้ที่ลิ้งนี้ครับ >>>>> https://admissions.kku.ac.th/Stat

จากคะแนน จะเห็นได้ว่าคะแนนต่ำสุดของเภสัช มข. อยู่ที่ 53 – 60 คะแนนจากเต็ม 100 คะแนน อัตราการแข่งขันอยู่ที่ประมาณ 1:6 ครับ (แอบกระซิบนิดนึงว่าตอนรุ่นพี่สอบ รับ 30 คนสมัคร 2000 อัตราการแข่งขัน 1:67 แต่สมัยพี่ ตอนนั้น เลือกคณะก่อนสอบนะครับ แล้วเลือกได้แค่คณะเดียว ปัจจุบัน รู้คะแนนก่อน แล้วจึงได้เลือก ทำให้คนที่รู้ตัวว่าคะแนนไม่ถึงแน่ๆตัดสินใจไปเลือกคณะอื่น ทำให้อัตราการแข่งขันลดลงอย่างที่เห็น)

หากมองความเป็นจริง PAT 2 20% เนี่ย เอาจริงๆพี่ว่าน่าจะได้สัก 8-10 % กัน (คือได้ 120-150 จากคะแนนเต็ม 300 คะแนน) ถ้ามองว่าคะแนนในช่วง safe zone คือโอกาสติด 80%+ น่าจะอยู่ที่ราวๆ 58-60 คะแนน เพราะฉะนั้นวิชาสามัญน้องควรได้จากวิชาสามัญ 7 วิชาอีกอย่างน้อย 48 – 50 คะแนน จาก 80 คะแนน หรือราวๆ 60% นั่นเองครับ

รอบ 3 รับตรงทั่วประเทศ คณะเภสัช มข. มีรับภาคพิเศษกับอินเตอร์

ของปี 61 นี้ เภสัช มข. ไม่ได้เข้า กสพท. แต่รับของตัวเองอีกรหัสของภาคพิเศษกับอินเตอร์

รอบนี้ ถือว่ายังใหม่มาก ณ วันที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มีสถิติคะแนนใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งพี่คิดว่าคะแนนน่าจะเฟ้อมาก เพราะเชื่อว่าคนรอง กสพท. ก็น่าจะรองเภสัชพวกรหัสแยกต่างๆไม่น้อย ซึ่งพี่คิดว่ารอบนี้ ในปีต่อมา น่าจะมีการปรับรายละเอียดในเรื่องของการรับอีกมาก ถึงจะเริ่มอยู่ตัว

รอบนี้ภาคพิเศษรับ 45 คน ส่วนอินเตอร์รับ 45 คน รอบนี้รับเด็กซิ่วด้วยนะ

สิ่งที่น้องต้องเตรียมมีดังนี้

เกรด+คะแนนอื่นๆ

รอบนี้ทั้งภาคพิเศษและอินเตอร์ กำหนดเกรดขั้นต่ำไว้ที่ 3.00
สำหรับภาคอินเตอร์ เตรียมผลการสอบวัดความสามารถด้านภาษาอังกฤษดังนี้
– TOEFL ไม่น้อยกว่า 50 (IBT), 400 (PBT), 150 (CBT) หรือ
– IELTS ไม่น้อยกว่า 5.0 หรือ
– TOEIC ไม่น้อยกว่า 500 หรือ
– KEPT ไม่น้อยกว่า 62

หมายเหตุ 1 ภาคพิเศษ คะแนนวิชาสามัญ (ไทย สังคม อังกฤษ คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ) ต้องไม่น้อยกว่า 25%
หมายเหตุ 2 ภาคอินเตอร์ คะแนนวิชาสามัญไทย สังคม คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ต้องไม่น้อยกว่า 25% และอังกฤษต้องไม่น้อยกว่า 40%

คะแนนสอบวิชาสามัญ + PAT 2

สัดส่วนคะแนนในปี 61 นี้ ใช้เหมือนของรอบ 2 โควค้าภาคอีสานเลยคือ

  • วิชาสามัญ ใช้คะแนนดังนี้

– ไทย 11.42%
– สังคม 11.43%
– อังกฤษ 11.43%
– คณิต 11.43%
– ฟิสิกส์ 11.43%
– เคมี 11.43%
– ชีวะ 11.43%

  • PAT 2 ใช้ 20%

รอบ 4 Admission

รอบ 4 เรื่องคุณสมบัติ ค่อนข้างเสรีนะครับ ไม่มีกำหนดเกรดขั้นต่ำ ไม่ปิดกั้นเด็กซิ่ว วัดกันที่คะแนนสอบล้วนๆ แต่ก็ควรจะทำเกรดให้ดีๆไว้เหมือนกัน เพราะใช้เกรดถึง 20% ของคะแนนสอบนั่นเองครับ

สำหรับในรอบนี้ ใช้สัดส่วนคะแนนดังนี้

– GAT 10%
– PAT 2 40%
– GPAX 20%
– O-NET 30%

จะเห็นได้ว่าไฮไลต์มันคือ PAT 2  เพราะใช้น้ำหนักถึง 40% แต่ส่วนอื่นๆก็ทิ้งไม่ได้นะครับ มีผลเหมือนกันหมด แต่ทำไมพี่ถึงบอกว่าไฮไลต์มันคือ PAT 2 นั่นเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่มักทำคะแนน GAT ได้ดี เกรดที่โรงเรียนโอเค ส่วนโอเน็ตสำหรับคนสอบแพทย์ ทันต เภสัช ถูกบังคับด้วย กสพท. อยู่แล้วว่าต้อง 60%+ ซึ่งคนติดเภสัช O-NET เฉลี่ยก็อยู่ที่ประมาณ 60-65 กันเนี่ยแหละ ดังนั้น ใครเก็บ PAT 2 ได้เยอะ ถือว่าได้เปรียบมาก แต่มันก็เป็นวิชาที่เก็บยากที่สุดเหมือนกัน น้องบางคนอาจผ่อนๆ PAT 2 แล้วไปใส่เต็มสูบกับเกรดและโอเน็ต แต่ก็ต้องได้เยอะจริงๆนะครับ มันถึงชดเชย PAT 2 ได้ เพราะ 40% มันถือว่าเยอะมากจริงๆ

ต้องทำคะแนนเท่าไรถึงติดรอบนี้ ?

พี่เคยทำสถิติคะแนน Admission ของเภสัชไว้ในนี้ครับ >>>>> https://www.tobepharmacist.com/คะแนนสอบเภสัช/สรุปคะแนนสูง-ต่ำ-admission-เภสัช-56-60/

จะเห็นได้ว่าคะแนนต่ำสุดของเภสัช มข. จะอยู่ที่ 18752.5 – 20173.2 คะแนน จากเต็ม 30000 คะแนน หรือราวๆ 62.5 – 67.2 % นั่นเองครับ

มองแบบคร่าวๆสมมติเกรดน้องอยู่ที่ 3.5 ก็จะมีคะแนนอยู่ 5250 คะแนน ได้ O-NET 60% ก็จะมีคะแนนอีก 5400 ได้ GAT 80% ก็ได้คะแนนอีก 2400 คะแนน น้องก็จะมีคะแนนในมืออยู่ 13050 คะแนน ขาดอีกราวๆ 6000 คะแนน จาก PAT 2 ดังนั้นน้องต้องทำ PAT 2 ให้ได้ประมาณ 150/300 นั่นเองครับ อันนี้พี่ยกตัวอย่างเฉยๆนะ เพราะการวางแผนคะแนน มันขึ้นอยู่กับคนๆนั้น ปัจจัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่พี่ยกตัวอย่าง พี่พยายามให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดเภสัชรอบนี้ ส่วนมากเค้าได้คะแนนส่วนไหนกันประมาณเท่าไร

แล้วเตรียมตัวอย่างไรดี ?

อย่างที่พี่บอกไปว่า พี่ร้างสนามสอบมานาน เรื่องแนวข้อสอบ หนังสือติว สถาบันกวดวิชา พี่ไม่ได้อัพเดทแล้วว่าอันไหนเป็นยังไงบ้าง แต่พี่ขอให้เคล็ดไว้แบบนี้ครับ

  1. เรียนในห้องรู้เรื่องไหม ถ้าคิดว่ารู้เรื่อง อ่านทบทวน ทบทวนแล้วจำโจทย์ ถ้าไม่รู้เรื่องเรียนพิเศษ+หาหนังสืออ่านเพิ่ม จากนั้นทำโจทย์
  2. ถ้าเราทำโจทย์ได้แต่ช้า แสดงว่าเราเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่ชำนาญ ให้ฝึกทำโจทย์เพิ่ม ถ้าทำไม่ได้ แสดงว่ายังมีส่วนที่เรายังไม่เข้าใจ ให้ไปศึกษาเพิ่มเติม

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆครับ เรียน อ่านทวน ทำโจทย์ แค่นี้แหละ ต่อไปเป็นเทคนิคเฉพาะวิชานะ

  1. คณิต ทำโจทย์ ทำโจทย์อย่างเดียวเท่านั้นครับ สูตรกับนิยาม ใครก็ท่องได้ แต่ถ้าท่องแล้วไม่ฝึกทำ ไม่มีทางทำได้ วิชานี้เป็นวิชาทักษะ เหมือนขับรถ ว่ายน้ำ แรกๆมันจะโครตยาก พอทำเป็นแล้วมันจะโครตง่าย อย่าลืม มันเหมือนว่ายน้ำ ไม่มีใครว่ายน้ำเป็นเพราะอ่านคู่มือฉันใด ก็ไม่มีใครเก่งเลขด้วยการท่องนิยามและสูตรฉันนั้น
  2. ฟิสิกส์ เป็นวิชาทักษะเหมือนเลข แต่ง่ายกว่า สำคัญคือ รู้ให้ได้ว่าหัวใจสำคัญของเรื่องนั้นคืออะไร เช่น กฏนิวตัน F=ma แค่นั้น ไม่ต้องจำไรเยอะ ที่เหลือ ทำโจทย์ ทำโจทย์ล้วนๆ ฟิสิกส์ สำคัญเลยคือ อ่านโจทย์แล้ว วาดรูปออกมาให้ได้ วาดให้ถูก จากนั้นแกน แรง และเวคเตอร์ต่างๆ มันจะโผล่มาให้เราเห็นหมด แต่การที่เราจะทำแบบนั้นได้ เราจะต้องฝึกทำโจทย์จนชำนาญครับ
  3. เคมี ต้องเข้าใจ จำได้ ทวนบ่อยๆ และหัดทำโจทย์ครับ
  4. ชีวะเข้าใจ อ่านซ้ำ จดสรุป แล้วทำโจทย์
  5. อังกฤษ เป็นวิชาทักษะเหมือนฟิสิกส์กับคณิต แต่อันนี้ให้เน้นฟังเยอะๆ เขียนเยอะๆ อ่านเยอะๆครับ ทำไมคนถูกทิ้งที่ต่างประเทศอยู่ไปนานๆถึงสื่อสารได้ เพราะเค้าอยู่กับมันทุกวันครับ ภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน อยากเก่ง ต้องหัดใช้ หัดพูด หัดอ่าน หัดเขียนบ่อยๆ
  6. สังคม อ่านเยอะๆ พยายามจำเป็นเรื่องราว พยายามอย่าไปทำจำว่าปฏิวัติปี 2475 คืออย่าไปจำเป็นจุดๆ แต่ให้จำเป็นเรื่องราว ไล่ timeline มาว่า เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง จากนั้นใครทำอะไร เกิดอะไรขึ้นตรงนี้ จากนั้นค่อยใส่รายละเอียดลงไปครับ เหมือนทำไมเราเรียนประวัติศาสตร์มาตั้งนาน แต่จำไรไม่ได้เลย พอมาดูบุพเพสันนิวาสแล้วเข้าใจหมด อันนี้ก็เหมือนกันครับ ต้องจำเป็นเรื่องราว เหมือนเรื่องเล่า แล้วค่อยๆใส่รายละเอียดลงไป ยกเว้น เรื่อง เศรษฐศาสตร์ และกฏหมาย ที่ทำแบบนี้ไม่ได้นะ (คือคงทำได้แหละ แต่มันยากหน่อย ใช้ความเข้าใจแบบอื่นง่ายกว่า)
  7. ไทย เข้าใจ จำส่วนที่ต้องจำ มันจะเป็นเรื่องง่ายมากถ้าน้องมี sense ของนักภาษา แต่ถ้าน้องไม่มี sense น้องจะเกิดคำถามว่า ทำไม กูตอบอันนี้ไม่ได้หรอวะ ผิดตรงไหน ซึ่ง sense นี้ ได้มาด้วยการฝึกครับ ทำโจทย์เยอะๆแล้วจะเข้าใจเองว่า ตรรกะของภาษามันเป็นแบบไหน

เรื่องที่เรียนต่างๆ พี่ขอยกคำตอบของน้องเอิร์น ซึ่งน้องเค้าสอบติดเภสัชศิลปากร และเคยช่วยงานพี่ทำเพจอยู่พักนึงนะครับ (ขออนุญาตก็อปมาทั้งดุ้นเลยนะครับ)

เภสัชศิลปากรมันต้องสอบความถนัดด้วยอ่ะ พี่อ่านชีทของ p’Benz เภสัชศิลปากร แล้วก็อ่านพาร์ทเชาว์ของondemandแล้วก็ต้องท่องศัพท์ภาษาอังกฤษเยอะ
เลข ทำข้อสอบเก่าเลยค่ะ แนะนำของพี่ณัฐ อุดมพาณิชย์ เล่มสีชมพู และเรียนพิเศษเอา
อิ้ง พี่เรียนของเอ็นคอน ทำข้อสอบที่เค้าให้มาให้หมดเพื่อปรับพื้นฐาน ท่องศัพท์4หน้าครํสมศรี แล้วก็เอาข้อสอบเก่ามาทำ
ฟิสิกส์ เรียนพี่โหน่งออนดีมานด์ ทำจ้อสอบที่เค้าให้มาให้ได้เยอะที่สุด และซื้อข้อสอบเก่ามาทำ(แนะนำเล่มติดหมอ)
เคมี เรียนอุ๊ ทำโจทย์
ชีวะ อ่านพี่เต้นท์(ทุกคนมีติดบ้านอยู่แล้วเนอะ5555) ทำโจทย์เยอะๆๆๆๆๆๆ

ปล. ของเภสัช มข. ไม่ต้องสอบความถนัดนะ แต่พี่ก็อปคำตอบของน้องเค้ามาทั้งดุ้น จึงมีเภสัชศิลปากรติดมาด้วย

 


Share this:

Comments

comments

Posted in บทความ.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

8 × = 40