“แนวคิดและนโยบายการขยายสิทธิการรักษาพยาบาลของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2566” โดย ผู้แทน สปสช. 13.35 – 14.20 น. ขอสรุป se…

“แนวคิดและนโยบายการขยายสิทธิการรักษาพยาบาลของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2566” โดย ผู้แทน สปสช. 13.35 – 14.20 น.

ขอสรุป session คร่าวๆ ตามความเข้าใจ admin ดังนี้ครับ

– แนะนำ สปสช. ประกอบด้วย คณะกรรมการ , คณะกรรมการควบคุมคุณภาพ, อนุฯ กำหนดประเทภและขอบเขตบริการ

– จะมี สปสช. สาขาเขต ซึ่งจำเป็นต้องรู้จัก เพราะท้องถิ่นกำลังจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จึงจะสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมามีส่วนร่วมผ่านคณะอนุกรรมการระดับเขตพื้นที่ (อปสข.) ทั้ง 13 เขต มาออกแบบบริการในพื้นที่ย่อยของตนเอง

– ประชาการที่ให้การดูแล คือ 48-49 ล้านคน เพราะมีการโยกย้ายสิทธิ เช่น จาก UC ไปสู่ CSMBS เช่น เพราะผู้ปกครอง หรือ การเปลี่ยนอาชีพ

– ขั้นตอนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ จะมีกระบวนการขั้นตอน โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
ปัจจัยภายนอก
(ก) UN มีการจัดทำ SDG (เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) ซึ่งทั้ง 193 ประเทศตั้งใจว่าจะทำเรื่องนี้ไปด้วยกัน โดยเกี่ยวข้องกับข้อ 3 (3.8 health & wellbeing)
(ข) WHO มีนโนบายต่อโรคบางโรค เช่น ภายในปี 2030 กำหนดว่าจะต้องกำจัด TB ให้หมดไป สปสช. ก็จะนำเรื่องนี้ มาใช้พิจารณา
(ค) ยุทธศาสตร์ชาติ

– จุดอ่อนของ สปสช.
(ก) คนไทยมีสิทธิ แต่พบว่า ไม่มาใช้สิทธิ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้มาใช้สิทธิให้มากที่สุด (เช่น กลุ่มเปราะบาง)
(ข) คนชั้นกลาง ไม่มั่นใจในคุณภาพ … ดังนั้น ทำอย่างไรให้คนชั้นกลางมาใช้ ไม่ต้องรอจนเป็นหนัก
(ค) ระบบบริการไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต .. เหตุเพราะคนออกแบบบริการไม่ได้เป็นโรค ดังนั้น จึงจะให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบระบบมากขึ้น สปสช. จะทำตัวเป็น facilitator มากขึ้น
(ง) ระบบทำงานไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
(จ) การจ่ายเงิน ไม่สอดคล้อง / ไม่ได้ลดความเสี่ยงทางการเงินของหน่วยบริการ ดังนั้น จะพยายามขยับเรื่องการมีส่วนร่วมกับองค์กรการเงินอื่นๆ กองทุนอื่น

– โครงการร้านยา :
(a) ร้านยาลดความแออัด : เพื่อให้ทำงานเป็นเครือข่ายกับโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลแม่ขายจะส่งไปยังให้ร้านยาลูกข่าย โดยกำหนดกลุ่มโรค กลุ่มผู้ป่วย ปัจจุบันพยายามนำข้อมูลการตรวจทาง electronic ซึ่งจะส่งข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและร้านยาร่วมกัน โดยอยากเห็น Model 3 มากที่สุด (ร้านยาสำรองยาด้วยตนเอง) หรือ Model ลูกผสม ที่ยาบางตัวร้านยาอาจ stock ไม่ได้ เช่น ยาจิตเวช หรือ ยาบางตัวที่ร้านยาไม่อยากลงทุนอาจใช้ Model 1 หรือ 2

(b) โครงการร้านยา PP : เพื่อบริการประชาชนที่ไม่ได้มารับบริการที่โรงพยาบาล เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และเข้าถึบริการคุณภาพได้มากขึ้น เน้นคัดกรองดรค NCD, บริการแจกถุงยาง ยาคุมกำเนิด โรค common illness 16 โรค โดยทำงานร่วมกันกับสภาเภสัชกรรมให้รับผิดชอบกำกับติดตามคุณภาพงานบริการ

– สิทธิประโยชน์ ในปี 2566
จะมีเพิ่มเติม ทั้งเรื่อง covid , การดูแลระยะยาวสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิง, การทำงานกับท้องถิ่น,

– ชุดสิทธิประโยชน์ใหม่ : เช่น รากฟันเทียม การดูแลการรักษาฉุกเฉิน ผ้าอ้อมผู้ใหญ่/แผ่นรองรับ

– ระบบบริหารจัดการด้านยาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ยาทั่วไป : รพ.จัดหาเอง
ยาที่มีปัญหาการเข้าถึง : central bargain อาจมีการชดเชยเป็นยา หรือ เป็นเงิน เช่น กรณียาราคาสูง จำเป็นต้องคุมงบประมาณ เช่น ยาบัญชี จ.2 ยาต้าน HIV น้ำยาล้างไต (ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แต่สปสช.ตัดสินใจเข้ามาบริหารจัดการด้านนี้ : มีคนไข้ด้านนี้ 2 หมื่นกว่าคน ซึ่งทำที่บ้านได้ ทำให้คนไข้ทำงานได้ ไม่ต้องทำ hemodialysis ที่โรงพยาบาล สัปดาห์ละ 3 วัน) หรือ กลุ่มยาที่มีอัตราการใช้ต่ำ (เช่น ยากำพร้า / ยาต้านพิษ (ยาต้านพิษ ให้บริการคนไข้ทุกสิทธิ รวมถึงคนต่างด้าว … ซึ่งรัฐยอมซื้อ lot ใหญ่ ถึงแม้จะใช้น้อย) ยาที่ต้องทำระบบกระจายที่มีคุณภาพ เช่น vaccine ซึ่งต้องใช้ cold chain . และกรณีที่สนับสนุนความมั่นคงของประเทศ

– ระบบสารสนเทศเพื่อการชดเชยเป็นยาและเวชภัณฑ์
(ก) การเตรียมยา : สปสช. จะมีการนำฐานข้อมูลที่มีมาจัดทำแผนการจัดซื้อล่วงหน้า ส่งไปให้ รพ.ราชวิถี ซื้อในนามของ สปสช. จาก องค์การเภสัชกรรม
โรงพยาบาลสามารถแจ้งสำรองยาเองได้ 1-2 เดือน โดยแจ้งตรงมาที่ สปสช.
(ข) เมื่อคนไข้มารับบริการ จะมีการ key ข้อมูลเข้าสู่ระบบ ทุกเที่ยงคืนจะมีการประมวลผล และแจ้งไปยัง GPO (แต่ AIDS & TB จะประมวลเดือนละ 2 ครั้ง) ส่วน จ.2 จะภายใน 5-7 วันทำการ ส่วน Anti-dote จะทำการสำรองให้เร็วที่สุด

– สปสช. ทำหน้าที่แทนภาคประชาชน เพื่อให้เกิดสมดุล ระหว่างงบประมาณที่จำกัด และบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#สปสช #MPAT #สมาคมเภสัชกรรมการตลาด

ดูโพสต์ต้นฉบับ


Share this:

Posted in ข่าวสารสมาคมเภสัชการตลาด.