การประชุม Session แรก (9.00 – 9.45) หัวข้อ “ก้าวต่อไป นวัตกรรมไทย จากหิ้งสู่ห้าง ในสายตาของภาครัฐ” โดยดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ (…

การประชุม Session แรก (9.00 – 9.45)
หัวข้อ “ก้าวต่อไป นวัตกรรมไทย จากหิ้งสู่ห้าง ในสายตาของภาครัฐ” โดยดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ (สวทช.) , ภก.ดร.สุวิทย์ ธีรกุลชน
(ผู้ดำเนินรายการ)
.
ในงานนี้ เราได้เห็นกรอบแนวคิดการนำผลงนวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และขอสรุปเนื้อหาตามที่ admin เข้าใจดังนี้ครับ
.
Session นี้ ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยเปลี่ยนไปมากในแง่มุมของการวิจัย ประเทศไทยไม่ได้ด้อยกว่าใครในละแวกนี้ โจทย์ของ Session นี้คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้เกิด RU (Research Utilization) ให้เกิดขึ้นได้จริง
.
เรื่องงานวิจัย จะมีคำว่า TRL (Technology Readiness Level) ซึ่งจะมีตั้งแต่ระดับ 1-9 ซึ่งงานวิจัยที่พร้อมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ (เช่นการขึ้นทะเบียน การนำไปใช้เพื่อเตรียมการผลิต)
.
มีหน่วยงานรัฐในหลายส่วนที่ช่วยสนับสนุนงบวิจัยพื้นฐาน เช่น
วช. จะให้งบกับงานวิจัยพื้นฐาน
ยา สมุนไพร TCEL จะให้งบสนับสนุน
.
โจทย์ในตอนนี้ คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการ collaborate งานระหว่างกันได้ ซึ่งในปัจจุบันระบบพื้นที่กลาง online ช่วยให้เกิดความสะดวกมากขึ้น การมีคลังขอมูลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมใช้ (เช่น การมี Possitive list ของงานวิจัยที่สามารถใช้ประกอบการเคลมได้ เช่น ขิง สามารถเคลมอะไรได้อย่างปลอดภัยบ้าง)) รวมทั้งมีทีมขับเคลื่อนที่สามารถเชื่อมโยง User กับหน่วยงานวิจัย หรือ Intermediary organization (เราพบว่า ภาษาของนักวิจัย – ผู้ขับเคลื่อน – และผู้ใช้ ยังเป็นคนละภาษา… โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้าน life science)
.
กรอบแนวคิดการทำ RU ในไทย คือ การส่งเสริมการลงทุนที่ทำให้คนไทยเก่งขึ้น และถ้าประเทศไทยมี Positioning ชัด ก็จะทำให้เกิดความร่วมมือที่ดีได้ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมช่วยได้
.
หลายบริษัทระดับ Global เลือกที่จะไปลงทุน R&D ที่อื่นนอกจากประเทศไทย ส่วนหนึ่ง คือ เรื่องของภาษา และโจทย์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนไทยคือ “How well Thai can communicate in English?” … ปัจจัยเรื่องภาษาจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่คนทำงานควรให้ความสำคัญ
.
รูปแบบของการนำผลงานวิจัยออกสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทางหนึ่งที่น่าสนใจคือ การทำ Startup/ Spinoff ซึ่งกระตุ้นให้นักวิจัยออกมาทำบริษัทจากแนวคิดงานวิจัยของตน หรือ Tech transfer แต่ภาคเอกชนต้องพร้อมที่จะรับเทคโนโลยีดังกล่าว
.
ในตอนนี้ มี TRIUP Act ซึ่งเป็นขอกฎหมาย ที่สนับสนุนให้เอกชนขอทุนวิจัยได้ และเป็นเจ้าของ IP ได้ ซึ่งเป็นกลไกที่ ววน. ช่วยสนับสนุนระบบนิเวศเพื่อขับเคลื่อนภาคเอกชน ผ่าน Innovation fund
.
ในด้านการท่องเที่ยวของไทย จะเปลี่ยนเป็น “Wellness Tourism” ซึ่งสนับสนุน trend “Work anywhere”
.
ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สวทช. จะมีมาตรการส่งเสริมภาคเอกชน รวมทั้งการประเมินจัดอันดับเทคโนโลยีให้ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งอุตสาหกรรมยา จะอยู่ใน sector การแพทย์และสาธารณสุข

#นวัตกรรม #จากหิ้งสู่ห้าง #MPAT

ดูโพสต์ต้นฉบับ


Share this:

Posted in ข่าวสารสมาคมเภสัชการตลาด.