ช่วงนี้มีข่าวเรื่องโรคอะมีบากินสมอง อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกกังวลใจ แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยและหลาย…


ช่วงนี้มีข่าวเรื่องโรคอะมีบากินสมอง อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกกังวลใจ แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยและหลายพื้นที่ในโลก เนื่องจากมีรายงานพบผู้ป่วยติดเชื้ออะมีบาชนิดนี้เป็นครั้งคราวทั่วโลกโดยพบผู้ป่วยครั้งแรกที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อราว 60 ปีก่อน หลังจากนั้นมีรายงานผู้ป่วยประปรายในทุกภูมิภาคของโลก โดยถึงปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยสะสมทั่วโลกน้อยกว่า 500 ราย สำหรับในประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมเพียงแค่ 17 รายเท่านั้น เรามาทำความรู้จัก “โรคอะมีบากินสมอง หรือ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา”
.
“อะมีบา” เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอยู่ในกลุ่มโปรโตซัว โดยที่โรคอะมีบากินสมอง หรือเรียกว่า โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา เกิดจากเชื้ออะมีบาชนิดนีเกลอเรีย (𝘕𝘢𝘦𝘨𝘭𝘦𝘳𝘪𝘢 𝘧𝘰𝘸𝘭𝘦𝘳𝘪) เชื้อนี้ปกติจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติที่มีอุณหภูมิอุ่นไปถึงค่อนข้างสูงในประเทศไทย อาจจะสามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทั่วไป เช่น แม่น้ำ คูคลอง หรือบึงต่าง ๆ
.
เชื้อนี้สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ 3 ระยะ คือ
 ระยะ Cyst พบเมื่อเชื้ออยู่ในแหล่งที่ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต
 ระยะ Trophozoite เป็นระยะที่เชื้อเจริญเติบโตได้ดี และพบระยะนี้ในผู้ป่วย
 ระยะ Flagellate เป็นระยะที่เชื้อสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว
.
เชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายโดยการสำลักน้ำที่มีเชื้อเข้าทางจมูก ผ่านไปยังประสาทรับกลิ่นในจมูก (Olfactory bulb) และเข้าสู่สมอง ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบอย่างเฉียบพลันและรุนแรง อาการนำของโรคจะเหมือนโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยทั่วไป คือมีไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ผู้ป่วยอาจให้ประวัติอาการผิดปกติที่เกี่ยวการได้กลิ่นและระบบทางเดินหายใจส่วนบน เนื่องจากเชื้อบุกรุกเข้าสู่ประสาทการรับกลิ่น เช่น การได้กลิ่นลดลง มีเลือดกำเดา คัดแน่นจมูก หลังจากนั้นเมื่อเชื้อเข้าสู่สมองเชื้อจะลุกลามอย่างรวดเร็วทำให้มีอาการทางสมอง เช่น คอแข็ง ชักเกร็ง รู้สึกตัวลดลง และสมองบวม อาการทั้งหมดจะแย่ลงอย่างรวดเร็วภายใน 8-12 วัน ไม่ตอบสนองต่อการรักษา และเสียชีวิตในที่สุด
.
โดยทั่วไปแพทย์อาจไม่สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้ตั้งแต่ระยะแรก เนื่องจาก อาการของโรคคล้ายกับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดรุนแรงโดยทั่วไป ประกอบกับโอกาสพบโรคนี้ต่ำมากจึงมักจะไม่ได้นึกถึง แต่โรคนี้สามารถตรวจวินิจฉัยได้ โดยพบเชื้อในน้ำไขสันหลังผ่านการส่องกล้องจุลทรรศน์ หรือการตรวจด้วยวิธี PCR
.
ในปัจจุบันยังไม่มียามาตรฐานที่ใช้รักษาและมีประสิทธิภาพดี การรักษาในปัจจุบันมักจะใช้ยาต้านเชื้อรา โดยเฉพาะ Amphoteracin B ร่วมกับยาอื่น ๆ ที่คาดว่าจะสามารถฆ่าเชื้อได้ และรักษาโดยประคับประคอง อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ตอบสนองต่อการรักษาและเสียชีวิตในที่สุด ในต่างประเทศเริ่มมีการใช้ยา Miltefosine ในการรักษา แต่ยังไม่ทราบประสิทธิภาพในการรักษาที่ชัดเจน
.
คำแนะนำที่สำคัญเพื่อป้องกันการติดเชื้อนี้ คือควรหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือเล่นน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือสระว่ายน้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะอาจมีความเข้มข้นของสารคลอรีนไม่เพียงพอต่อการฆ่าเชื้อ ส่วนผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำ หรือนักดำน้ำควรใช้อุปกรณ์ป้องกันการสำลักน้ำ เช่น อุปกรณ์หนีบจมูก (Nose Clip) นอกจากนี้ผู้ที่จำเป็นต้องล้างจมูกควรใช้อุปกรณ์และน้ำเกลือที่มั่นใจว่าสะอาด ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำตามธรรมชาติหรือน้ำที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
.
ส่วนความกังวลเรื่องการติดต่อนั้นก็หายห่วง เพราะเชื้อนี้ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ เนื่องจากไม่มีพาหะนำโรค อีกทั้งไม่สามารถติดต่อทางการสัมผัสหรือบาดแผลได้เช่นกัน
.
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าหากได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรงเฉียบพลันและมีโอกาสเสียชีวิตสูง และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคแต่ก็ไม่อยากให้ตื่นกลัวและตระหนกกันจนเกินไป เพราะเชื้ออะมีบาชนิดนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถดูแลตนเองและป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่าง ๆ จากที่แนะนำข้างต้นก็เพียงพอ

———————
ข้อมูลโดย
รศ.นพ.เกรียงศักดิ์ ลิมป์กิตติกุล (หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์เขตร้อน)
อาจารย์รชตวรรณ เฉียบฉลาด (อาจารย์ประจำภาควิชาพยาธิโปรโตซัว)
คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

#คณะเวชศาสตร์เขตร้อน #มหาวิทยาลัยมหิดล #โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน #อะมีบากินสมอง #เยื่อหุ้มสมองอักเสบ #NaegleriaFowleri

ดูโพสต์ต้นฉบับ


Share this:

Posted in ข่าวสารคณะเภสัช มหิดล.